กลับมาแล้ว
กลับมาครั้งนี้ มาพร้อมกับความสับสน และคำถาม ที่อยากหาคำตอบ
มีเรื่องบางเรื่องเกิดกับตัวเอง มันเอียน จนอยากระบาย แต่ไม่รู้ จะเริ่มตรงไหน
.
.
เคยมั๊ย การที่เราจะคบใครซักคน
สิ่งหนึ่งที่อยู่ในห้วงแห่งความปรารถนา คือ ความคาดหวัง
ไม่ว่าจะคาดหวัง ให้ความรักนี้สวยงาม ราบรื่น ราบเรียบ อยู่กันไปจนตลอดรอดฝั่ง
หรือคาดหวังที่จะฝากชีวิตไว้ที่เค้า
.
.
คงน้อยคนนัก ที่จะบอกว่า ความรักที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง
คุณอยากให้มันเป็นเพียงรักที่ฉาบฉวย
ไม่พร้อมจะจริงจัง แล้วก็คิดว่ามันไม่ยั่งยืน
.
.
คุณรู้มั๊ย ทุกครั้งที่เราคาดหวังกับมันให้มันออกมาดี
แต่มันแปลกนะบางทีมันกลับต้องจบลงง่ายๆ
ไม่ว่าจะด้วยน้ำมือของตัวเราเอง หรือด้วยน้ำมือ ของอีกฝ่าย
.
.
เมื่อเรื่องจบ แล้วก็โทษกันไป โทษกันมา ว่ามันเป็นเพราะความผิดใคร
มันเริ่มต้นจากความบกพร่องของฝ่ายไหน
น้อยนักที่จะกล่าวโทษว่า มันเกิดจากตัวของเราเอง
.
.
พูดถึงความรัก ครั้งนึงความรักของพรีมเกิดขึ้น
แรกๆ มันก็เป็นความท้าทาย ที่อยากค้นหา
ต่อๆมามันก็เริ่มเป็นความชาชิน ชาเฉย เฉยเมย
จนถึงจุดต่ำสุดของชีวิตคู่ คือ ความเบื่อหน่าย
.
.
เมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว
พรีมได้เดินก้าวเข้าไปสู่ ชีวิตของคนๆหนึ่ง
แรก ๆพรีมเองก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่คาดหวังไว้ว่า
.
.
“ถ้าเป็นไปได้ พรีมอยากฝากชีวิตให้กับเค้าตลอดไป”
.
.
เวลาผ่านไปช้าๆ ตามวันเวลาของมัน อย่างที่ควรจะดำเนินไป
.
.
แรกๆกว่าเราจะปรับตัวเข้ากันได้ ก็เรียกได้ว่า
สร้างความเครียดให้แต่ละฝ่ายไม่น้อย
มีทะเลาะ ขัดแย้ง และความไม่เข้าใจต่อกันอยู่เนืองๆ
แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้พรีมท้อ แต่มันกลับเป็นแรงแห่งความผลักดัน
ให้ตัวเองปรับหาเค้าให้ได้
.
.
จนวันหนึ่ง เราก้าวข้ามวันเวลาไปเรื่อยๆ
เป็นที่น่ายินดี เราจับมือ เดินไปด้วยกันได้อย่างดี
.
.
แต่อย่างว่า แรกๆ น้ำต้มผักก็ว่าหวาน พอนานไปก็พาลขม
.
.
จากรักที่ต้องสร้างความเข้าใจ จนกลายเป็นความผูกพัน
แต่กระนั้น พรีมก็ตอบตัวเองไม่ได้ ว่าที่ผ่านมาเรียกว่ารักเค้าหรือเปล่า
หรือว่า มันเป็นแค่ความผูกพัน และการยึดติดอยู่กับความเคยชิน
.
.
หลายครั้งที่พรีมได้แต่เฝ้ามองชีวิตคู่ของคนอื่นๆ
ที่คนรักเค้าช่างดีแสนดี ได้แต่มองแล้วก็อิจฉา
ได้แต่หวังเล็กๆ หวังลึกๆ ไว้ว่า เราจะมีโอกาสได้เจอคู่ชีวิตดีๆ แบบนั้นได้มั๊ยน้า??
.
.
พอมองคนอื่นแล้วย้อนดูตัวเอง
.
.
ความรักของเรา ชีวิตคู่ของเรา มันเริ่มเฉยชา
เฉยเมย ไร้ความตื่นเต้น หมดความท้าทาย
.
.
จนที่สุดมันกลายเป็นความเบื่อหน่าย
.
.
เราเริ่มมีความขัดแย้งเกิดขึ้นต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ต่างคนต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน
ต่างคน ต่างอยู่ ต่างคนต่างไม่แคร์กัน
.
.
การที่ต้องตื่นมาเจอหน้ากันในแต่ละวัน
มันเป็นเพียงหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น
.
.
มันหาได้เกิดจากความรู้สึกรัก ความสิเหน่หา หรืออาทรไม่
.
.
พรีมเริ่มจะทนไม่ได้กับความรู้สึกแบบนี้
มันช่างน่าเบื่อหน่ายเสียนี่กระไร
ทำยังไง ไอ้บ้านี่จะเดินออกไปจากชีวิตกรุซะทีว่ะ
.
.
ก็ในเมื่อการดำรงอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นเพียงความต้องทนอยู่
งั้นมันก็คงถึงเวลาต้องแยกทางกันแล้วมั้ง???
.
.
ถ้าจะให้พูดตรงๆ แบบหน้าไม่อายคือ
พรีมเริ่มมองหารักครั้งใหม่
.
.
นั่นสิ ทำไมต้องอาย มันจะผิดอะไร ถ้าเราเพียงต้องการสิ่งที่ดีกว่า
ไม่ผิดมั้ง ที่เราจะยังมีสิทธิ์เลือก((อยู่บ้าง))ละว่ะ
.
.
แล้วการคิดที่จะแยกทางครั้งนี้ เค้าเองก็คงไม่ได้รู้สึกว่าสูญเสียเราไปหรอก
ใช่สิ ก็ทุกอย่างมันถึงทางตันแล้ว ตันแล้วจริงๆ
ถ้าเราต่างจะปล่อยมือ มันคงเป็นทางที่ดีสำหรับเราทั้งคู่...ก็ได้
.
.
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ความรักครั้งใหม่ของพรีมเกิดขึ้น
.
.
เราตกลงยินยอมพร้อมใจมาใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน
((ทั้งๆที่เราต่างยังไม่ได้รู้จักกันดีพอด้วยซ้ำ))
.
.
แน่นอน ความรักครั้งนี้ มันเต็มและเปี่ยมล้นไปด้วย “ความคาดหวัง”
.
.
แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่พรีมฝ่ายเดียวหรอกที่ “คาดหวัง”
เค้าเองก็เช่นกัน คาดหวังต่อการใช้ชีวิตร่วมกันทุกอย่าง
ไว้ซะจนเต็มเปี่ยม และล้นปริ่ม
.
.
บางที มันก็มากซะจน ทำเราทั้งคู่อึดอัด
.
.
บ่อยครั้งที่เรานั่งคุยกัน มองตากัน แบบเงียบๆ
แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เฮือก!!! ออกมา
มันมีบางสิ่งบางอย่าง แสดงและบ่งบอกว่า
“เราต่างผิดหวังซึ่งกันและกัน”
.
.
ประสบการณ์การใช้ชีวิตของพรีมที่ผ่านมา
มันก็ทำให้พรีมรู้ว่า ความรักของตัวเองครั้งนี้ มันจะไปได้ซักแค่ไหน
หรือจะให้พูดสั้นๆง่ายๆ ก็คือ พรีมเดาทางได้ไม่อยากว่า
“เราคงไปด้วยกันไม่รอด”
.
.
เราต่างรู้จักตัวตนของกันและกันน้อยเกินไป
เราสร้างฉากไว้บังหน้าตัวเองไว้มากจนเกินไป
เพราะพอฉากนั้นเริ่มร้าว เราต่างมองเห็นจุดบกพร่องของแต่ละฝ่าย
.
.
พรีมคงไม่อาจบอกได้ว่า มันแย่ซักแค่ไหน
แต่ต้องยอมรับว่า เราก็ต่างรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
.
.
เค้ารับไม่ได้ที่มันต้องเป็นแบบนี้
พรีมเองก็รับไม่ได้ที่มันต้องเป็นแบบนั้น
.
.
เราต่างก้าวเข้ามายืนที่จุดของคำว่า “ไม่แคร์”
เราต่างเริ่มเห็นแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง
จนต่างฝ่าง ต่างต้องถามตัวเองว่า
“นี่กรุจะทนไปเพื่ออะไร???”
.
.
มันจะเป็นเรื่องผิดมั๊ย ที่เราต่างจะ Fade ตัวเองจากความรักครั้งนี้
มันจะเป็นการดีกว่ามั๊ยที่เราจะหยุดความสัมพันธ์ของเราลงซะ
.
.
ดีกว่าที่เราจะดึงดันที่จะใช้ชีวิตร่วมกันต่อไปอย่าง “ไม่มีความสุข”
.
.
ความดันทุรังที่จะอยู่ร่วมกัน มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
ตรงกันข้าม มันกลับทำให้เรายิ่งอยู่อย่างทรมาน
.
.
เคยมั๊ย ที่คุณต้องทนกับการต้องทำอะไร
หรือว่าทนอยู่กับมวลสารที่มีชีวิตไม่ว่าหน้าไหน แล้วคุณรู้สึกว่า
“แมร่งไม่ใช่”
.
.
ไม่ว่าจะลองคิดทบทวน ความรู้สึกของตัวเองไม่ว่าจะกี่ครั้งกี่รอบมันก็
“ไม่ใช่!!!”
.
.
พรีมคิดว่าความยุติสัมพันธ์ของเรา คือสิ่งที่ดีต่อเราทั้งคู่ที่สุด
.
.
เรื่องราวที่มันเกิดขึ้น พรีมคงไม่อาจจะโทษใครได้
.
.
.
เวลาของเราที่อยู่ด้วยกันมันยังแสนสั้น เรายังปลีกตัวแยกทางจากกันได้ทัน
โดยที่เราต่างก็จะไม่เสียเวลาไปนานกว่านี้ เจ็บซ้ำซากไปกว่านี้
แล้วมันก็ทำให้เรารู้ตัวเองได้ว่า เราอย่างดึงดัน หรือดันทุรังเลย
.
.
การเปิดทางให้แต่ละฝ่ายให้เป็นอิสระ คือสิ่งที่ดีที่สุด
ช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันมันยังสั้นนัก
เกินกว่าที่เราจะใช้คำว่า”รัก”ได้ด้วยซ้ำ เรายังไม่มีกระทั่งความรู้สึก”ผูกพัน”
.
.
.
การ “จบ” ทุกอย่างระหว่างเราในวันนี้อย่างเร็วที่สุด
อย่างน้อยมันก็คือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบสิ่งใหม่อย่างเร็วที่สุดไม่ใช่เหรอ
.
.
.
คนเราเกิดมาทั้งที อย่างน้อยก็ขอให้ตัวเองได้อยู่กับสิ่งอยู่ด้วยแล้ว
มีความสุขบ้างก็พอ อาจไม่ต้องมากต้องมาย
แต่พรีมแค่อยากอยู่ด้วยแล้ว “สบายใจ”
.
.
.
ชีวิต เป็นของเรา......ไม่ใช่เหรอ??????????.....
หรือไม่จริง????
.
.
